เรื่องพระเวสสันดรชาดก อดีตชาติของพระพุทธเจ้า ตอน1

พระเจ้าสญชัย ทรงครองราชสมบัติเมืองสีพี มีพระมเหสีทรงพระนามว่า พระนางผุสดี ธิดาพระเจ้ากรุงมัททราช พระนางผุสดีนี้ในชาติก่อนๆ ได้เคยถวายแก่นจันทน์หอม เป็นพุทธบูชาและอธิษฐานขอให้ได้เป็นพุทธมารดาพระพุทธเจ้าในกาลอนาคต ครั้นเมื่อนางสิ้นชีวิตก็ได้ไปบังเกิดในเทวโลก เมื่อถึงวาระที่จะต้องจุติมาเกิดในโลกมนุษย์ พระอินทร์ได้ประทานพรสิบประการแก่นาง ครั้นเมื่อพระนางผุสดีทรงครรภ์ใกล้กำหนดประสูตินิทาน-ชาดก

พระนางปรารถนาไปเที่ยวชมตลาด ร้านค้า บังเอิญในขณะเสด็จประพาสนั้น พระนางทรงเจ็บครรภ์และประสูติพระโอรสในบริเวณย่านนั้น พระโอรสจึงทรงพระนามว่า เวสสันดร หมายถึง ในท่ามกลางระหว่างย่านค้าขาย พร้อมกับที่พระโอรสประสูติ ช้างต้นของพระเจ้าสญชัยก็ตกลูกเป็นช้างเผือกเพศผู้ได้รับชื่อว่า ปัจจัยนาค เป็นช้างต้นคู่บุญพระเวสสันดร
เมื่อพระกุมารเวสสันดรทรงเจริญวัยขึ้น ทรงมีพระทัยฝักใฝ่ในการบริจาคทาน มักขอพระราชทานทรัพย์จากพระบิดามารดา เพื่อบริจาคแก่ประชาชนอยู่เป็นนิตย์ ทรงขอให้พระบิดาตั้งโรงทานสี่มุมเมือง เพื่อบริจาคข้าวปลาอาหารและสิ่งของจำเป็น แก่ประชาชน และหากมีผู้มาทูลขอสิ่งหนึ่ง สิ่งใด พระองค์ก็จะทรงบริจาคให้โดยมิได้เสียดาย ด้วยทรงเห็นว่า การบริจาคนั้นเป็นกุศลเป็นคุณประโยชน์อันยิ่งใหญ่ ทั้งแก่ผู้รับและผู้ให้ ผู้รับก็จะพ้นความเดือดร้อน ผู้ให้ก็จะอิ่มเอิบเป็นสุขใจที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น และยังทำให้พ้นจากความโลภความตระหนี่ถี่เหนียวในทรัพย์สมบัติของตนอีกด้วย พระเกียรติคุณของพระเวสสันดรเลื่องลือไปทั่วทุกทิศว่าทรงมีจิตเมตตาแก่ผู้อื่นมิได้ ทรงเห็นแก่ความสุขสบายหรือเห็นแก่ทรัพย์สมบัติส่วนพระองค์ มิได้ทรงหวงแหนสิ่งใด ไว้สำหรับพระองค์

เทพเจ้าเห้งเจีย ฉีเทียนต้าเซิ้น

เห้งเจีย (ตัวเต็ม: 行者, ตัวย่อ: 行者, พินอิน: Xíng Zhě สิงเจ่อ, ฮกเกี้ยน: เห้งเจีย; แปลว่า นักสิทธิ์; อังกฤษ: Magic Monkey) เป็นหนึ่งในตัวละครเอกเรื่องไซอิ๋ว ซึ่งเห้งเจียเดิมเป็นหินที่ถูกแสงสุริยันจันทราอาบมากว่า 1,000 ปี วันหนึ่งจึงแตก และมีลิงตัวหนึ่งกระโดดออกมา ลิงตัวนั้นจึงได้ไปอยู่กับฝูงลิงที่เขาไม้ผล (เขาฮวยก๊วย จีนกลางว่า เขาฮัวกั่ว) และตั้งตัวเป็นหัวหน้าฝูง บรรดาลิงในฝูงนับถือเป็นท่านอ๋อง ฉายา “มุ้ยเกาอ๋อง” (พญาวานรโสภา)เทพเจ้า-เห้งเจีย

วันหนึ่ง ลิงหินตัวนี้เห็นลิงในฝูงตัวหนึ่งตายลงด้วยความแก่ จึงเกิดความคิดจะออกเดินทางไปหาวิชาที่จะไม่ทำให้เจ็บ ไม่ทำให้ตาย จึงออกจากฝูงเดินทางเสาะแสวงหาผู้รู้ไปเรื่อย ๆ ในที่สุดก็พบกับพระพุทธสาวกรูปหนึ่งนามว่า “โผเถโจ๊ซือ” คือ พระสุภูติ (菩提祖師 – सुभूति – Subhuti)” เมื่อเซียนรับเป็นศิษย์ ได้ฝึกวิชาต่าง ๆ เช่น การแปลงกายที่แปลงได้ 72 ร่าง, ตีลังกาได้ไกลกว่า 300 ลี้, ยืด-หดตัวได้, ถอนขนเสกเป็นของต่าง ๆ, ขี่เมฆวิเศษ เป็นต้น พร้อมกับตั้งชื่อให้ว่า “ซึงหงอคง”[1] (จีนตัวย่อ: 孙悟空; จีนตัวเต็ม: 孫悟空; พินอิน: Sūn Wùkōng; เวด-ไจลส์: Sun Wu-k’ung; ซุน อู้คง, ฮกเกี้ยน:ซุนหงอคง)

เมื่อฝึกวิชาสำเร็จแล้ว หงอคง เกิดลำพองใจ ไปอาละวาด อวดวิชาตามสถานที่ต่าง ๆ ไม่เว้นแม้กระทั่งสวรรค์หรือบาดาล ทำให้ 3 โลก ปั่นป่วนไปหมด เง็กเซียนฮ่องเต้ส่งทหารสวรรค์นับ 10 หมื่นนาย และเทพต่าง ๆ ไปจับ ก็จับไม่ได้ กลับถูกเห้งเจียปราบกลับมาจนเข็ดเขี้ยวตาม ๆ กัน ในที่สุด เง็กเซียนฮ่องเต้ ต้องยอมให้เห้งเจียขึ้นเป็นใหญ่ พร้อมตั้งให้เป็น “มหาเทพ” (ฉีเทียนต้าเซิ้น แปลตามตัวว่า ผู้ยิ่งใหญ่เสมอฟ้าดิน) จากเดิมที่เป็นเพียงคนเลี้ยงม้า (ปี้ม่าอุน) แต่หงอคงก็ยังเหิมเกริมไม่เลิก ในที่สุด องค์ยูไล(พระพุทธเจ้าในความเชื่อของชาวจีน) ต้องเสด็จมาปราบเอง โดยให้หงอคงถูกทับด้วยภูเขาหินนาน 500 ปี และผู้ที่จะช่วยออกมาได้ คือ พระถังซัมจั๋ง ผู้เดียวเท่านั้น และเห้งเจียต้องบวชเป็นลูกศิษย์รับใช้พระถังซัมจั๋งไปชมพูทวีป และมีหน้าที่คุ้มครองพระถังซัมจั๋งไปตลอดทาง

เมื่อพระถังซัมจั๋งรับหงอคงเป็นศิษย์แล้ว จึงตั้งชื่อให้ใหม่ว่า “เห้งเจีย” หรือ “ซุนเห้งเจีย” (จีน: 孫行者) แต่เห้งเจียก็ยังคงติดนิสัยเดิม ๆ คือ ใจร้อน ห่าม ดื้อรั้น ไม่เชื่อฟังพระถังซัมจั๋ง พระถังซัมจั๋งมีไม้ตายที่ปราบพยศเห้งเจียคือ มงคล ที่ได้รับประทานจากพระโพธิสัตว์กวนอิม ที่รัดอยู่กับหัวของเห้งเจีย เมื่อเห้งเจียพยศเมื่อไหร่ พระถังซัมจั๋ง จะสวดมนต์ เห้งเจียจะเจ็บปวดมาก มงคลอันนี้จะหายไปเมื่อภารกิจได้เสร็จสิ้นแล้ว

ตลอดระยะเวลาการเดินทาง ต้องผจญกับอุปสรรคนานัปการ โดยเฉพาะปีศาจ ที่มักปลอมตัวมาหลอกลวงให้เข้าใจผิด โดยเฉพาะกับพระถังซัมจั๋ง ซึ่งเห้งเจียมักจะมองปีศาจออกก่อนทุกครั้ง และลงมือทำร้ายไปก่อน จึงสร้างความขัดแย้งให้แก่ศิษย์ อาจารย์ คู่นี้ไปตลอด ว่ากันว่า เป็นการเจตนาสร้างความขัดแย้งของตัวละคร ซึ่งสะท้อนถึงบุคคลิกของบุคคลในลักษณะต่าง ๆ

อาวุธสำคัญของเห้งเจีย คือ กระบองวิเศษ ที่ปกติจะเก็บไว้ในรูหู สามารถยืด-หดได้ ซึ่งเดิมเป็นเสาค้ำมหาสมุทร ของเจ้าสมุทรทะเลตะวันออก (ทะเลตงไห่) และมีพาหนะเป็นเมฆวิเศษ

ปัจจุบัน หงอคง หรือ เห้งเจีย ได้รับการนับถือจากชาวจีน โดยตามศาลเจ้าบางแห่ง จะมีรูปเคารพ และนับถือเป็น ไต่เสี่ยฮุกโจ้ว หรือเจ้าพ่อเห้งเจีย เป็นต้น

เห้งเจีย ได้รับอิทธิพลมาจาก หนุมานจากวรรณกรรมรามายณะของอินเดีย และประเพณีความเชื่อของชาวจีน

ในการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 32 “สุพรรณบุรีเกมส์” เห้งเจียได้รับบทเป็นผู้จุดคบเพลิงกับแพรวพราว ดวงจันทร์ ณ สนามกีฬากลางจังหวัดสุพรรณบุรี

ปลูกว่านไล่ปอบ ว่านไฟ หรือไพล ว่านสารพัดประโยชน์

แต่ก่อนอื่นเรามาดูด้านวิทยาศาสตร์กันก่อนนะครับว่า จริงๆ แล้ว ที่บอกว่าว่านไฟที่เราเรียกๆ กันอยู่นี้ภาษาสากลเขาเรียกกันอย่างไร และประโยชน์เป็นเช่นไร ผมจึงใคร่ขอเล่าสู่กันฟังดังนี้นะครับ

ว่านไฟนั้นมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zingiber cassumunar Roxb. อยู่ในวงศ์ ZINGIBERACEAE มีชื่อเรียกกันไปต่างๆ นานา ว่าปูลอย ปูเลย (ภาคเหนือ) ว่านไฟ ไพล(ภาคกลาง) ว่านไฟ (อีสาน) ซึ่งมีคุณสมบัติ คือ เป็นไม้ลงหัว มีเหง้าใหญ่ เนื้อสีเหลือง กลิ่นหอม ใบเรียวยาว ปลายแหลม ดอกออกรวมกันเป็นช่อ อยู่บนก้านช่อดอกที่แทงจากเหง้า

ว่าน-สมุนไพล
การขยายพันธุ์ สามารถทำได้โดยใช้เหง้าปลูก ชอบดินเหนียวปนทราย ระบายน้ำดี แสงแดดพอควร ซึ่งมีสรรพคุณในการ แก้ฟก บวม เคล็ด ยอก ขับลม ท้องเดิน และช่วยขับระดู เหง้าไพล มีน้ำมันหอมระเหย (Essential oil) 0.5-0.9% และมีสารประเภทโมโนเทอร์ปีนอยด์ และเฟนนิลบิวทานอยด์ จากการทดลอง พบว่า มีฤทธิ์ลดอาการอักเสบ ปวดบวม และมีผลเป็นยาชาเฉพาะที่ และจากรายงานพบว่า ไพลเป็นสมุนไพร ที่ไม่มีพิษเฉียบพลัน แต่สำหรับในแง่ไสยศาสตร์นั้น มีคนเขาบอกว่าเป็นอย่างนี้ครับ…
ฝึกปฏิบัติการปลูกพืชสมุนไพร
แต่ก่อนอื่นต้องขอเรียนเน้นย้ำว่า…ในด้านไสยศาสตร์ อาจารย์สมพิศ ไม้เรียงท่านบอกว่าไม่แน่ใจนะครับว่าด้านไสยศาสตร์นั้นเขาใช้ว่านไฟไปทำอะไร แต่จากการสอบถามพ่อผู้ใหญ่บ้าน แผง แห่งอำเภอพยัคฆภูมิสัย หนึ่งในผู้เข้ารับการฝึกอบรมและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ท่านบอกว่า ในสมัยโบราณผู้เฒ่าผู้แก่ได้นำว่านไฟมาขับไล่ผีปอบที่มาเข้าร่างของคนเรา โดยเฉพาะผู้หญิง โดยหมอผี หรือหมอธรรมก็จะใช้ลำต้นของว่านไฟไปตี และใช้หัวไปถูตามจุดต่างๆ เพื่อขับไล่ผีให้ออกไปจากตัวเรา ถามว่า ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น…

คงต้องขอเรียนอย่างนี้ครับว่าจากประสบการณ์ของผู้เขียนเองก็ดี เคยเห็นมาตั้งแต่เด็กแล้วเช่นกันครับ เป็นดังที่พ่อแผงกล่าวเช่นกัน เพราะรายไหนรายนั้นเมื่อผีปอบโดนว่านไฟจิ้ม หรือตี เป็นว่าปอบวิ่งหนีกระเจิงทุกทีไป แต่เหตุผลลึกๆใครตอบได้ช่วยทีเถอะครับ

ยังต้องมีคำถามต่อท้ายอีกเช่นเดิมครับว่า…สุดท้ายว่านไฟมันเกี่ยวข้องกับเกษตรประณีตอย่างไร คงต้องขอเรียนอย่างนี้ครับว่า การปลูกว่านไฟในแปลงเกษตรประณีตนั้นเป็นการผสมผสานการปลูกพืชทั้งระบบ สำหรับการนำมาใช้ประโยชน์ในครัวเรือน ญาติมิตร หรือจนกระทั่งการขายอันจะนำมาซึ่งรายได้ในประการต่อมา นับว่าเป็นการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จึงนับได้ว่าเป็นการเรียนรู้ อย่างไม่หยุดยั้ง

ขอบคุณครับ

“สวนดุสิตโพล” เผย5ความวิตกกังวล ของนักการเมืองสามัคคีปรองดอง

5 มิ.ย.59 ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อมานาน ส่งผลกระทบต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างมาก ถึงแม้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะพยายามลดความขัดแย้งและสร้างความปรองดองให้มีขึ้นในเร็ววัน แต่ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบด้านก็ยังส่งผลต่อความวิตกกังวลของประชาชนทั้งสิ้น เพื่อเป็นการสะท้อนความคิดเห็นของประชาชน “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,319 คน สำรวจระหว่างวันที่ 1 – 4 มิ.ย.59 สรุปผลได้ ดังนี้

ดุสิต-ปรองดอง

1) “5 ความวิตกกังวล” ของประชาชนต่อ “การเมืองไทย” ณ วันนี้

อันดับ 1 การเมืองไทยยังคงมีความขัดแย้ง ทะเลาะเบาะแว้ง แบ่งฝักแบ่งฝ่าย 84.70%

อันดับ 2 ปัญหาการเมืองส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชน 81.45%

อันดับ 3 ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น เห็นแก่อำนาจและผลประโยชน์ทางการเมือง 76.22%

อันดับ 4 การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปีหน้า 66.87%

อันดับ 5 การเมืองไทยขาดเสถียรภาพ มีการเปลี่ยนแปลงบ่อย 62.03%

2) ประชาชนอยากให้ “การเมืองไทยในฝัน” เป็นอย่างไร

อันดับ 1 นักการเมืองมีความสามัคคีปรองดอง ร่วมมือร่วมใจกันทำงาน 83.94%

อันดับ 2 รัฐบาลสามารถบริหารประเทศให้เจริญก้าวหน้า เศรษฐกิจดี ประชาชนอยู่ดีมีสุข 76.73%

อันดับ 3 การเมืองไทยเป็นการเมืองที่ใสสะอาด ไม่มีการทุจริตคอรัปชั่น 75.71%

อันดับ 4 การเมืองที่ยึดหลักประชาธิปไตย ให้สิทธิเสรีภาพและความสำคัญกับประชาชน 67.18%

อันดับ 5 การเมืองมีเสถียรภาพ มั่นคง ต่างชาติให้ความเชื่อมั่นและยอมรับ 60.69%

สักยันต์…………คงกระพันได้จริงหรือต้องลอง

“สักยันต์…………คงกระพันได้จริงหรือ?”
ฝรั่งรู้จักกับการ “สัก” เป็นครั้งแรกในช่วงที่กัปตัน “เจมส์ คุก”(เกิดราว ปี ค antidepressant lexapro.ศ.1728 ที่หมู่บ้านยอร์ค ในประเทศอังกฤษ) ออกเดินเรือสำรวจทะเลใต้เมื่อหลายร้อยปีก่อนและพบเข้ากับผืนแผ่นดินทางตอนใต้เข้า(ประเทศนิวซีแลนด์ในยุคปัจุบัน) ชาวเกาะทะเลใต้นั้นนิยมการสักกันมากและเรียกมันว่า “ทาทาอู” กัปตันเจมส์ คุก ได้สักผิวตามร่างกายไปอวดชาวลอนดอน ประเทศอังกฤษด้วยแต่มีการเข้าใจกันว่าการสักนั้นเรียกกันว่า “แท็ตทู” (tattoo) ฝรั่งจึงเรียกรอยสักหรือการสักตามร่างกายว่า “แท็ตทู” ซึ่งเป็นคำที่เพี้ยนมาดังปัจจุบัน เข้ามาในประเทศไทยเราบ้าง การสักในระยะแรกๆนั้นคาดเดาเอาว่าน่าที่จะเป็นการสักเพื่อการทหารเสียมากโดยเฉพาะการสักที่เรียกกันว่า “สักเลขลูกหมู่” ในสมัยรัชกาลที่ 4 ส่วนการสักยันต์นั้นเชื่อกันว่าเริ่มเป็นที่นิยมหลังจากนั้นได้ไม่นาน โดยเชื่อกันว่า “ยันต์” ที่สักนั้นกันนั้นมีความหมายถึง “องค์พระพุทธเจ้า” ดังนี้คือ

สัก-ยันต์
1.ยันต์รูปกลม หมายถึง พระพักตร์ของพระพุทธเจ้า
2.ยันต์รูปสามเหลี่ยม หมายถึง พระรัตนตรัย
3.ยันต์รูปสี่เหลี่ยม หมายถึง ดิน น้ำ ลม ไฟ
4.ยันต์รูปตัวเลข หมายถึง คาถาคุ้มกันร่างกาย เช่น ยันต์เลข 9 เป็นต้น
5.ยันต์รูปภาพ อาจจะเป็นรูปเทพ รูปมาร รูปยักษ์ รูปสัตว์ในหิมพานต์ รูปสัตว์สามัญ ก็ล้วนมีความหมายตามความเชื่อนั้นๆ อาทิ การสักต์รูปยักษ์เพื่อต้องการให้ตนนั้นมีพลังอำนาจเป็นเช่นพญายักษ์อันเป็นที่น่าเกรงขาม เป็นต้น
ส่วนความเชื่อในเรื่องของการสักยันต์นี่ก็ต้องมีพิธีรีตองกันมากหน่อยโดยเชื่อกันว่าถ้าต้องการจะให้ “ยันต์” ที่ทำการสักนั้น “ขลัง” มากๆแล้วล่ะก็ต้องไปสักกันในพระอุโบสถที่เป็นแบบ “มหาอุค” เท่านั้น ซึ่งพระอุโบสถในแบบมหาอุด ก็คือ พระอุโบสถที่มีประตูทางเข้า เพียงด้านเดียวผนังทั้งหมดจะทึบตัน กล่าวกันว่าเหตุที่พระอุโบสถแบบมหาอุดมีขนาดเล็กนี่ก็เพื่อใช้เป็นที่ในการประกอบพิธีปลุกเสกลงเครื่องรางของขลังต่างๆเป็นการเฉพาะ ซึ่งรวมถึงการสักยันต์ด้วย ดังมีความเชื่อว่าถ้าทำพิธีในพระอุโบสถแบบมหาอุดแล้วเครื่องรางของขลังต่างๆนั้นจะมีพุทธคุณสูงและมีความขลังมาก ในภาคใต้ของประเทศไทยเรานั้นการสักยันต์ถือเป็นที่นิยมแพร่หลายไม่แพ้ภาคอื่นๆ หนึ่งในนั้นก็คือ “วัดเขาอ้อ” หรือวัดเขาอ้อ ตำบลมะกอกเหนือ อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง ซึ่ง ณ ที่วัดแห่งนี้เองที่มีอาณาบริเวณของทางวัดตั้งอยู่บนเขาอ้อ และมีชื่อเสียงสุดๆในด้านของวิชาอาคมคงกระพันชาตรีสารพัด นอกจากนี้วัดเขาอ้อยังเป็นแหล่งเรียนรู้วิชาทางไสยศาสตร์ที่มีชื่อเสียงมากอีกด้วย
ความเชื่อในเรื่องของการสักยันต์นั้นมีมาช้านานคู่กับชนชาติไทยแต่ครั้งบรรพกาล บ้างก็เชื่อกันว่า “สักยันต์” แล้วทำให้ฟันแทงไม่เข้า มีเสน่ห์เมตตามหานิยม มีกำลังใจดี เป็นต้น ก็ว่าๆกันไปแล้วแต่ความเชื่อของในแต่ละบุคคล เรื่องความเชื่อนี่เราไม่สามารถที่จะไปห้ามกันได้ ผมเชื่อ คุณไม่เชื่อ ฉันเชื่อเล็กน้อยไม่เชื่อมาก คุณเธอเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ดิฉันไม่เชื่อแต่ก็ไม่ลบหลู่ เป็นต้น อนึ่งผู้เขียนเคยไปนั่งสนทนากับชายผู้หนึ่งในโรงพยาบาล ซึ่งเขา(ชายคนดังกล่าว)เล่าให้ผู้เขียนฟังว่าเขาเป็นอีกผู้หนึ่งที่เคยเดินทางไปศึกษาเล่าเรียนวิชาคาถาอาคมมาจากสำนักดังๆหลายสำนักในภาคใต้ โดยเฉพาะในเรื่องของการสักยันต์นี่มีแทบทุกแขนงในร่างกาย(ชายคนนี้มีรอยสักยันต์เต็มตัว) นั่งฟังชายคนดังกล่าวเล่าอ้างอวดถึงสรรคุณในคาถาอาคมและยันต์ตามร่างกายอยู่นานว่าฟันแทงไม่เข้า ของแท้แน่นอน เอ้อ………….ผมชักสงสัยแล้วสิครับว่ายันต์ของคุณพี่นี่ “ขลัง” จริงแล้วคุณพี่ท่านมานอนซมเข้าเฝือกตั้งหลายแห่งในโรงพยาบาลนี่ด้วยเหตุอันใด? ชายคนดังกล่าวก้มหน้าและนิ่งเงียบลงไปเสียครู่หนึ่งแล้วจึงเงยหน้าขึ้นมาทางผู้เขียน และพูดว่า “ยันต์น่ะศักดิ์สิทธิ์จริง แต่ผมดันกินเหล้าเข้าไปมากเลยแหกโค้งลงข้างทางชนเข้ากับเสาไฟฟ้าหัก 2 ท่อน ที่รอดมาได้นี่เพราะยันต์ท่านศักดิ์สิทธิ์ช่วยไว้แท้ๆ” เอ่อ……………ผมนิ่งเงียบไปชั่วครู่ ผมบอกแล้วไงครับว่า “ความเชื่อ” (belief)ก็คือความเชื่ออยู่วันยังค่ำความเชื่อนี่เราไม่สามารถที่จะไปห้ามกันได้ ผมเชื่อ คุณไม่เชื่อ ฉันเชื่อเล็กน้อยไม่เชื่อมาก คุณเธอเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ดิฉันไม่เชื่อแต่ก็ไม่ลบหลู่ แต่ที่ผมเชื่อแน่ๆก็คือถ้าชายคนนี้ยังไม่เลิกดื่มเหล้าแล้วขับรถล่ะก็ “ยันต์มหาอุด” ของวัดไหนก็ช่วยไม่ได้
ว่าแต่……………..คุณเชื่อผมไหม?

พระรามกับนางสีดา รักแต่ไม่เชื่อใจกันความสัมพันธ์ก็สะบั้นลงได้

“ ยักษ์ลักไป ลิงพามา ” เป็นคำเปรียบเปรยที่แสดงถึงความไม่มั่นใจในความบริสุทธิ์ของผู้หญิงที่ไปอยู่กับคนนั้นทีคนนี้ทีดูเป็นผู้หญิงที่ไม่รักนวลสงวนตัว ปล่อยให้ผู้ชายหลายคนพาไปได้ สำนวนนี้มีที่มาจากเรื่องรามเกียรติ์ นางสีดาถูกทศกันฐ์ทำอุบายลักพานางไปไว้ที่กรุงลงกา และพยายามเกี้ยวพาราสีให้นางปลงใจด้วย แต่นางสีดาไม่ไยดีและคิดผูกคอตาย หนุมานรับอาสาพระรามไปสืบข่าว และพบนางสีดากำลังจะผูกคอตาย จึงเข้าไปช่วยและจะพานางกลับไปถวายพระราม นางสีดาปฏิเสธเพราะเห็นว่าการที่ทศกัณฐ์ลักพานางมาก็ทำให้พระรามแคลงใจแล้ว หากยอมให้หนุมานพานางกลับไป ย่อมจะเป็นที่ครหามากขึ้น นางสีดาจึงให้หนุมานไปทูลพระรามให้มาสังหารทศกัณฐ์ จนสิ้นวงศ์ยักษ์ นางจึงจะกลับไปหาพระรามอย่างสมศักดิ์ศรี

<img class="aligncenter wp-image-518 size-full" src="http://admobsucks.com/wp-content/uploads/2016/05/นาง-สีดา lexapro price.jpg” alt=”นาง-สีดา” width=”450″ height=”600″ />

แม้ภายหลังการศึกระหว่างทัพยักษ์ ทัพลิง ทัพคนจะสิ้นสุดลงด้วยชัยชนะของพระรามและบริวาร แต่เรื่องราวความรักของพระรามและนางสีดายังไม่จบ แม้นางสีดาจะลุยไฟพิสูจน์ว่าตัวเองบริสุทธิ์และรักเดียวใจเดียว ซื่อสัตย์ต่อสามีทั้งต่อหน้าและลับหลัง แค่คำพูดของผู้คนก็ยังทำให้พระรามแคลงใจหวั่นไหวเอนเอียง เมื่อมีเหตุการณ์ที่ชักนำว่านางสีดามีใจให้ทศกัณฐ์ความหวาดระแวงในใจก็ทำให้พระรามกริ้วจัด สั่งลงโทษประหารนางสีดาโดยไม่ฟังความอะไรเลย ทั้งๆที่ตอนนั้นนางสีดาก็ได้ตั้งครรภ์ลูกของพระรามอยู่ แม้จะรอดพ้นจากความตายมาได้เพราะพระลักษณ์ให้ความช่วยเหลือ แต่นางสีดาก็ต้องตกทุกข์ได้ยากเลี้ยงลูกเพียงลำพังในป่า

ต่อมาพระรามทำพิธีเสี่ยงม้าอุปการ เพราะโหรทำนายว่ามีผู้ลองดีท้าทายวิชา ซึ่งก็ไม่ใช่ใคร ลูกชายพระรามเองที่เรียนศิลปะการต่อสู้แล้วแสดงฤทธิ์ ด้วยความเป็นเด็กพอเห็นม้าก็จับไปเล่น พระรามตามมาจึงเกิดการต่อสู้กัน แต่ทำอะไรกันไม่ได้เพราะความสัมพันธ์ทางสายเลือด ที่ใกล้ชิด ศรที่แผลงไปก็กลายเป็นดอกไม้มาลัยไปหมด สอบถามกันไปมาก็รู้ว่าเป็นพ่อลูกกันพระรามเมื่อรู้ว่านางสีดายังไม่ตายก็ดีใจเพราะลึกๆ ยังรักนางสีดาอยู่ พระรามเฝ้าง้องอนขอคืนดีแต่นางสีดาไม่ยอม นางบอกว่าจะเข้าเมืองก็ต่อเมื่อไปเคารพศพพระรามเท่านั้น พระรามก็เจ้าเล่ห์ออกอุบายแกล้งตาย นางสีดาเสียใจมาก แต่พอรู้ว่าโดนหลอกเลยโกรธใหญ่ ขอให้พระแม่ธรณีมารับตัวไปให้ไกลๆ จากพระราม คราวนี้เป็นฝ่ายของพระรามบ้างที่ต้องเสียใจ เฝ้าตามหาทำความดีเพื่อจะได้พบกับนางสีดาอีกครั้ง รามเกียรติ์ในเวอชั่นไทยจบแบบแฮปปี้เอ็นดิ้ง ตามสไตล์วรรณกรรมไทย ที่พระนางได้ครองรักกันอย่างมีความสุข แต่เวอชั่นอินเดียนั้น พระรามเสียนางสีดาไปตลอดกาลเพราะความหูเบา ไม่เชื่อใจ และดูหมิ่นศักดิ์ศรีของภรรยานั่นเอง

นอกจากความรักความเอาใจใส่ หมั่นเติมความรักให้กันแล้ว ความซื่อสัตย์ไว้เนื้อเชื่อใจ ให้เกียรติกัน ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนสองคนสามารถประคับประคองชีวิตคู่ไปได้ จากเรื่องรามเกียรติ์ ถ้าพระรามมีความหนักแน่น ไม่หูเบา เรื่องรักคงไม่เหยิงแบบนี้ การตัดสินปัญหาในขณะที่มีอารมณ์โกรธ อาจทำให้เรามองข้ามรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ แต่สำคัญไปได้ ทางที่ดีเมื่อได้ยินได้ฟังอะไรไม่ดีเกี่ยวกับคนรักหรือคู่ชีวิต อย่าเพิ่งคิดหวาดระแวง อย่าสะสมความแคลงใจไว้ หาโอกาสพูดคุยให้อีกฝ่ายได้ชี้แจงและปรับความเข้าใจกัน เรื่องใหญ่ที่อาจบานปลายกลับคลี่คลายได้ง่ายๆ เพียงเพราะได้คุยกัน
และที่สำคัญอย่าหลอกลวง ต้องตรงไปตรงมาจริงใจกับคนรักและการทำงานของเราเอง ผิดถูกก็ว่ากันไปตามเหตุผล คนรักกันมักจะให้อภัยและเปิดโอกาสให้แก้ไขปรับปรุงตัวอยู่แล้ว และเมื่อได้โอกาสแล้วก็อย่าทำผิดอีก

บุกวัดเขมาภิรตาราม พิสูจน์คลิปว่อนเน็ตพบซากพญานาค

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (8 มี.ค.) เมื่อเวลา 16.00 น. ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่วัดเขมาภิรตาราม หมู่ 8 ถนนพิบูลสงคราม ต.สวนใหญ่ อ.เมือง จ.นนทบุรี เพื่อขอดูซากกระดูกสัตว์เลื้อยคลานที่พบใต้ฐานพระมหาเจดีย์ ซึ่งมีการนำภาพโครงกระดูกดังกล่าวไปเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย ทำให้มีประชาชนเข้าไปแสดงความคิดเห็นมากมาย

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบพบพระมหาเจดีย์ตั้งอยู่ใกล้กับทางเข้าวัด เป็นเจดีย์เก่าสมัยอยุธยา โดยพระเจ้าอู่ทองเป็นผู้สร้าง มีขนาดกว้างประมาณ 25 เมตร ยาว 25 เมตร สูง 30 เมตร ใต้ฐานเจดีย์ มีช่องความสูงประมาณ 1.50 เมตร จำนวนหลายช่อง สามารถเดินเข้าไปถึงช่องสูงใจกลางเจดีย์ที่เป็นช่องสูงถึงปลายยอดเจดีย์ ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงการบูรณะพระมหาเจดีย์ทั้งด้านในและด้านนอก

ซาก-พญานาค

ผู้สื่อข่าวได้ขอดูช่องที่มีคนงานก่อสร้างพบซากกระดูกงู พบว่าเป็นช่องขนาดเล็กกว้างประมาณ 5 ซม. และยาวประมาณ 10 ซม. ซึ่งเปิดไว้สำหรับนำดวงไฟส่องสว่างเข้าไปติดตั้ง ซึ่งขณะเข้าตรวจสอบคนงานได้ทำการปิดช่อง เพื่อเตรียมประกอบดวงไฟแล้ว

ส่วนภาพที่ถ่ายแล้วนำไปโพสต์นั้น เป็นภาพที่พบซากกระดูกเมื่อประมาณ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีโครงกระดูก 2 โครง มีขนาดความยาวประมาณ 20 ซม.เท่านั้น ที่เห็นในโซเชียลฯเป็นมุมกล้องที่คนถ่ายซูมเข้าไปจึงทำให้คิดว่าตัวใหญ่

ด้าน พระสมยศ ธีรวํโส พระลูกวัดเขมาภิรตาราม ผู้ดูแลพระอุโบสถและพระมหาเจดีย์ เปิดเผยว่าวัดกำลังบูรณปฏิสังขรณ์ มีการซ่อมไฟช่างเลยเจาะเข้าไปก็เจอซากงู ขนาดประมาณ 1 ช่องอิฐไม่ใหญ่มาก ส่วนภาพที่เผยแพร่ออกไปได้ใช้กล้องซูมเข้าไปทำให้ลักษณะดูใหญ่ ซากมีขนาดยาวประมาณ 20 ซม.จำนวน 2 ตัว มีประชาชนมาดูไม่มาก โดยคาดว่าซากดังกล่าวน่าจะเป็นงูหลามหรืองูสิง ไม่มีทางเป็นพญานาค เพราะถ้าพญานาคเข้าไปเจดีย์ก็คงพัง

ขณะที่ นายอัครเดช อายุ 24 ปี คนงานก่อสร้างที่พบโครงกระดูกดังกล่าว เปิดเผยว่าตนกำลังเจาะปลั๊กไฟก็เลยเจอ เห็นเป็นซากงูเลยเอาโทรศัพท์เข้าไปถ่าย ไม่ใช่พญานาคเป็นซากงูเก่า แล้วแต่คนจินตนาการ

ทั้งนี้ อาจารย์เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก Jessada Denduangboripant เกี่ยวกับกรณีดังกล่าวว่า “คลิปขุดเจอ “กระดูกพญานาค” ใต้ฐานเจดีย์วัดเขมาฯ มันมโนไปเองนะครับ … จริงๆ มันเป็นแค่ซากโครงกระดูกงู ไม่งูเหลือมก็งูหลาม มาตายตรงนั้นเท่านั้น”

น่าตกใจ! เด็ก 7 ขวบ ตกเป็นเหยื่อพนัน พบเล่นไพ่มากสุด ขอ รบ.เร่งแก้

สช. จัดประชุม “การพนันในยุคเปลี่ยนผ่าน” พบผลศึกษาน่าตกใจ เด็ก 7 ขวบ เริ่มเล่นพนันแล้ว ไพ่มากสุด ขณะคนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยเปิดกาสิโน-โต๊ะบอลถูกกฎหมาย หนุน คสช.-รบ. ยกเป็นวาระแห่งชาติในการแก้ปัญหา

ผี-พนัน

เมื่อวันที่ 10 พ.ค. 59 ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ ในเวทีประชุมวิชาการ เรื่อง “การพนันในยุคเปลี่ยนผ่าน” จัดโดย ศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน เครือข่ายรณรงค์หยุดพนัน มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ ผอ.ศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ผลการศึกษาสถานการณ์พฤติกรรม และผลกระทบการพนันในประเทศไทย ปี 2558 สำรวจประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไป สุ่มตัวอย่าง 26 จังหวัด จำนวน 7,018 ตัวอย่าง พบกลุ่มตัวอย่างอายุน้อยที่สุดเพียงแค่ 7 ขวบ เริ่มเล่นการพนันแล้ว โดยมี 11 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 0.2 ประเภทการพนันที่เด็ก 7 ขวบเล่นมากสุดคือ ไพ่ ตามด้วย น้ำเต้าปูปลา ไฮโล หวยใต้ดิน และดีดลูกแก้ว ซึ่งมีสัดส่วนเท่ากัน

ขณะที่กว่าร้อยละ 60 เริ่มเล่นการพนันอายุไม่เกิน 20 ปี ประเภทการพนันที่เล่นเป็นครั้งแรก และมากที่สุดคือ สลากกินแบ่งรัฐบาล ตามมาด้วย หวยใต้ดิน พนันทายผลฟุตบอล ส่วนเหตุผลร้อยละ 89.7 ระบุเป็นการเสี่ยงโชค ร้อยละ 30.5 ระบุเพื่อความตื่นเต้นเพลิดเพลิน และร้อยละ 12.5 ระบุเป็นความชอบส่วนตัว โดยภาคอีสานเล่นพนันมากที่สุด รองลงมา ภาคกลาง กรุงเทพฯ และปริมณฑล ภาคเหนือ และภาคใต้

นอกจากนี้ คนส่วนใหญ่คือ ร้อยละ 65.4 ไม่เห็นด้วย หากไทยจะเปิดบ่อนกาสิโนอย่างถูกกฎหมาย สอดคล้องกับอีกร้อยละ 68 ไม่เห็นด้วย ที่ไทยจะเปิดพนันทายผลฟุตบอลอย่างถูกกฎหมายเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ขอฝากถึงรัฐบาลในยุคเปลี่ยนผ่าน ควรควบคุมสถานการณ์การเล่นพนันในทุกรูปแบบ ที่สำคัญต้องตระหนักถึงหลักการที่ควรมีในกฎหมาย การบริหารกองทุนสลากกินแบ่งรัฐบาลเพื่อพัฒนาสังคม ควรเป็นอิสระจากฝ่ายบริหาร ตรวจสอบได้ และการสนับสนุนกลไกเยียวยาต้องเร่งให้เกิดรูปธรรมชัดเจน

เซนต์เซย์ย่า (ญี่ปุ่น: 聖闘士星矢 Seinto Seiya เซนโตะเซยะ ?)การ์ตูนที่ไม่เคยลืม

เซนต์เซย์ย่าเป็นหนึ่งในผลงานที่ตีพิมพ์ออกมาในช่วงยุคทองของนิตยสารจัมป์รายสัปดาห์ ซึ่งเป็นช่วงที่มีการ์ตูนดังๆ ในยุค’80 ตีพิมพ์อยู่หลายเรื่อง เช่น ดราก้อนบอล ฤทธิ์หมัดดาวเหนือ คินนิคุแมน โรงเรียนลูกผู้ชาย และซิตี้ฮันเตอร์ มีเนื้อหาเกี่ยวกับกลุ่มนักรบเด็กหนุ่มห้าคน (เซนต์) ซึ่งต่อสู้โดยใช้ร่างกายของตนเองเป็นอาวุธ ในโลกร่วมสมัยที่มีบรรยากาศของเทพปกรณัมกรีก เด็กหนุ่มทั้งห้าคนนี้ได้รับมอบหมายหน้าที่ให้ปกป้อง คิโดะ ซาโอริ ผู้เป็นอวตารของเทพีเอเธนา เทพีแห่งปัญญาและสงคราม และต่อสู้กับทัพศัตรูแห่งความชั่วร้าย ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูงจากทั้งผู้ชมที่เป็นผู้ชายและผู้หญิง

การ์ตูน-เซนเซย่า

ต่อมาเมื่อถูกสร้างเป็นอะนิเมะออกอากาศทางโทรทัศน์ ก็มีกระแสตอบรับที่ดีจนได้ออกอากาศติดต่อกันนานเกือบ 3 ปี ส่งผลให้สินค้าต่างๆ ที่เกี่ยวกับเซนต์เซย์ย่า เช่น วิดีโอภาพยนตร์การ์ตูน ซอฟต์แวร์เกม หุ่นฟิกเกอร์และหุ่นเหล็กในรูปแบบต่างๆ ที่ผลิตโดยบริษัทบันไดในช่วงนั้น ได้รับความนิยมและขายดีเป็นอย่างมากทั้งในประเทศญี่ปุ่นและต่างประเทศ[2][3][4] ยิ่งไปกว่านั้นในปัจจุบันยังได้มีการผลิตของเล่นที่เรียกว่า เซนต์คลอธมิธ ซึ่งเป็นเหมือนกับหุ่นแอคชันฟิกเกอร์รุ่นปรับปรุงใหม่ออกมาวางจำหน่ายอีกด้วย

นอกจากนี้ เซนต์เซย์ย่า ยังได้สร้างอิทธิพลให้แก่การ์ตูนญี่ปุ่นในยุคต่อมาอย่าง ซามูไรทรูปเปอร์ ที่สร้างโดยซันไรส์ ในปี พ.ศ. 2531 และชูราโตะยอดองครักษ์ ที่สร้างโดยทัตสึโนะโกะโปร ในปี พ.ศ. 2532 ซึ่งแนวเรื่องของผลงานทั้ง 2 ที่กล่าวมา ต่างก็เน้นในด้านการต่อสู้และมิตรภาพของเหล่าเด็กหนุ่มที่สวมชุดเกราะ โดยรูปแบบของเกราะจะแยกชิ้นส่วนมาประกอบเข้ากับร่างกายเช่นเดียวกับในเรื่องเซนต์เซย์ย่า[4][5]

ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากในประเทศไทยแล้ว เซนต์เซย์ย่ายังได้ไปแพร่ภาพทางโทรทัศน์ในประเทศต่างๆ อีกหลายประเทศ ทั้งในแถบเอเชียด้วยกัน เช่น ประเทศจีน ฮ่องกง สิงคโปร์ และอีกฟากของทวีปอย่างแถบยุโรป สหรัฐอเมริกา รวมไปถึงลาตินอเมริกา โดยถึงแม้ว่าในแถบยุโรปจะมีความเข้มงวดเกี่ยวกับฉากต่อสู้ที่มีความรุนแรงในเรื่อง แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เซนต์เซย์ย่าเสื่อมความนิยมลงแต่อย่างใด เพราะหลังจากที่แพร่ภาพจบชุด ยังถูกนำกลับมาฉายใหม่อีกหลายครั้ง ส่วนที่ประเทศเม็กซิโกในแถบละตินอเมริกา ก็ได้มีการแพร่ภาพเรื่องเซนต์เซย์ย่าถึง 14 ครั้งด้วยกัน[4]

และจากการถูกนำไปแพร่ภาพในหลายๆ ประเทศ ทำให้ชื่อเรื่อง เซนต์เซย์ย่า ได้รับการตั้งขึ้นใหม่ตามภาษาและวัฒนธรรมของบางประเทศ เช่น ช่องการ์ตูนเน็ตเวิร์กในสหรัฐอเมริกาใช้ชื่อว่า “Knights of the Zodiac” ภาษาฝรั่งเศสใช้ชื่อว่า “Les Chevaliers du Zodiaque” ภาษาอิตาลีใช้ชื่อว่า “I Cavalieri dello zodiaco” ภาษาโปรตุเกสใช้ชื่อว่า “Os Cavaleiros do Zodíaco” ภาษาโปแลนด์ใช้ชื่อว่า “Rycerze Zodiaku” เป็นต้น

ผีตายโหง ต้นเหตุวิญญาณอาฆาต

» ตำนานเรื่องเล่าไทย » ผีตายโหง ต้นเหตุวิญญาณอาฆาต
ผีตายโหง คือคนที่เสียชีวิตแบบไม่ทันตั้งตัว หรือเสียชีวิตแบบไม่เป็นไปตามธรรมชาติ เช่น ถูกยิงตาย จมน้ำตาย รถชนตาย ฆ่าตัวตาย รวมไปถึงการตายทั้งกลมในท้องแม่ ก็ถือว่าเป็นการตายแบบตายโหงเช่นกัน

ผี-เฮี้ยน

ผีตายโหงถือเป็นผีที่จิตไม่ปกติ เนื่องจากจิตหรืออารมณ์สุดท้ายก่อนตายยังคงติดอยู่กับความรู้สึกหวาดกลัว ความอาลัยอาวรณ์ ความอาฆาตแค้น หรือความตกใจ ซึ่งโดยส่วนใหญ่ยังไม่ได้ตั้งใจจะตาย จึงทำให้ยังไม่สามารถทำใจกับการเสียชีวิตของตนเองได้ ผีตายโหงจึงมักติดอยู่ในบ่วงแห่งอารมณ์จนไม่มีความสงบสุข ถือเป็นวิญญาณที่ทรมาน และยังคงเที่ยวปรากฏกายให้คนที่ยังมีชีวิตอยู่พบเห็นตน และยิ่งถ้าเป็นผีตายโหงที่ตายในขณะที่ยังมีความอาฆาตพยาบาทต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งอยู่ ก็จะยิ่งมีความดุร้ายมากเป็นพิเศษโดยทั่วไป ผีตายโหงมักจะสิงสถิตอยู่กับในบริเวณที่ตัวเองตาย เช่น หากตามด้วยอุบัติเหตุ วิญญาณก็จะยังคงเฝ้าถนนบริเวณนั้นอยู่ เมื่อมีคนมาตายแทนที่ จึงจะสามารถไปผุดไปเกิดได้

หากพูดถึงเรื่องราวของ “โค้งร้อยศพ” อาจจะสามารถสันนิษฐานถึงปรากฏการณ์ความคำนึงอันแรงกล้าที่หลงเหลืออยู่ได้ ยกตัวอย่างเช่น หากเก้าอี้ตัวหนึ่งเคยมีใครสักคนนั่งประจำอยู่ แต่เมื่อเขารู้สึกกระหายน้ำมากๆ เขาก็จำเป็นต้องลุกจากเก้าอี้เพื่อไปดื่มน้ำ แต่หากบังเอิญมีใครสักคนมาเรียกเขาให้ไปทำธุระก่อนที่จะได้ดื่มน้ำ ความปรารถนาอันแรงกล้าที่อยากจะดื่มน้ำก็จะยังคงหลงเหลืออยู่ที่เก้าอี้ตัวนั้น หากมีใครสักคนเดินมานั่งลงที่เก้าอี้ตัวนั้น ก็จะเกิดความรู้สึกกระหายและอยากดื่มน้ำเป็นอันมากเช่นเดียวกัน

การอธิบายปรากฏการณ์โค้งร้อยศพกับการเสียเก้าอี้นั่งก็ถือเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะในขณะที่ผู้ประสบอุบัติเหตุกำลังอยู่ในอารมณ์ตกใจ ความรู้สึกอันแรงกล้าเฮือกสุดท้ายก็จะยังคงหลงเหลืออยู่ ณ บริเวณนั้น ดังนั้น หากมีใครผ่านมา ณ ที่แห่งเดิมนี้อีก ก็มักจะรับเอาความรู้สึกอันแรงกล้าของผู้ตายติดมาด้วย และเป็นผลให้พวกเขาเกิดอุบัติเหตุเช่นเดียวกันกับวิญญาณที่เคยเสียชีวิต ณ บริเวณนี้นั่นเอง